|
ผู้ประกอบการระบบขนส่งสาธารณะโวยน้ำมันขึ้น แต่รัฐบาลไม่อนุมัติปรับค่าโดยสาร หวังใช้มาตรการภาษีน้ำมันช่วยเหลือ ระบุขาดทุนทุกวัน ขณะที่กลุ่มแท็กซี่เข้าพบรมว.คมนาคมพรุ่งนี้ ขอปรับ10-15% นายพิเณศวร์ พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า ต้นทุนราคาน้ำมันดีเซล ที่ปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่ลิตรละ 24 บาท จนขณะนี้มาอยู่ที่ลิตรละ เกือบ 33 บาท ทำให้ ขสมก. มีต้นทุนการเดินรถสูงขึ้นกว่า วันละ 2 ล้านบาท ในขณะที่ภาคเอกชนรถร่วมบริการ ของ ขสมก. ก็มีภาระหนักเช่นเดียวกัน เนื่องจากตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดว่า เมื่อราคาน้ำมันขึ้นไปครบ 3 บาท จะต้องอนุมัติให้ผุ้ประกอบการ ขึ้นค่าโดยสารอีก 1 บาท แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้น จากฐานเดิมถึง 6 บาท แต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาอนุมัติให้ผู้ประกอบการ ปรับราคาไปแค่ 50 สตางค์เท่านั้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ ขสมก.และรถร่วมบริการ มีภาระสูงขึ้นทั้งค่าน้ำมันและมีปัญหาการจัดการเกี่ยวกับเศษสตางค์ด้วย “ขสมก. เห็นด้วยกับแนวคิดล่าสุด ที่กระทรวงการคลัง เตรียมหาแนวทางในการชดเชยต้นทุนราคาน้ำมัน ด้วยวิธีการลดภาษีสรรพสามิต นำเข้าน้ำมัน ให้แก่ธุรกิจขนส่งและรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งหากรัฐบาลมีแนวคิดที่จะให้ผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ มีการตรึงราคาค่าโดยสารต่อไปเพื่อช่วยประชาชน ก็ควรเร่งรัดให้มาตรการดังกล่าวมีผลโดยเร็ว” ส่วนมาตรการระยะในส่วนของการแก้ปัญหาต้นทุนราคาน้ำมัน ของ ขสมก. ผ่านการใช้แผนฟื้นฟูกิจการ ของ ขสมก. ซึ่งจะรวมถึงมาตรการเปลี่ยนเครื่องยนต์รถเมล์ เป็นเครื่องยนต์เอ็นจีวี 2,000 คัน ด้วย ซึ่งจากรายงานข่าวระบุว่า คณะรัฐมนตรีจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ขสมก. ชุดใหม่ ในวันที่ 22 เม.ย.นี้ ซึ่งหลังจากนั้น ขสมก. จะเสนอแผนฟื้นฟู ให้คระกรรมการชุดใหม่พิจารณาทันที และคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เริ่มดำเนินการตามแผนดังกล่าว ด้านนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ต้นทุนน้ำมันในการเดินรถของ บขส. ปรับตัวสูงขึ้นจากเดิมร้อยละ 30 มาอยู่ที่ร้อยละ 55 ทำให้ บขส. ต้องประสบกับภาวะขาดทุนเดือนละ 20 ล้านบาท ขณะนี้ บขส. ขาดทุนไปแล้ว 140 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้ บขส.อาจไม่มีกำไรเลย แม้ว่าในปีที่แล้ว บขส.จะมีกำไรกว่า 300 ล้านบาท ก็ตาม อย่างไรก็ตามในปีนี้ บขส. ต้องปรับตัวเพื่อให้ลดรายจ่ายจากราคาน้ำมัน ด้วยการเร่งนำรถโดยสาร เอ็นจีวี เข้ามาในระบบให้เร็วขึ้น ปีนี้จะเข้ามาจำนวน 100 คัน จากจำนวนรถทั้งหมด 900 คัน และจะปรับปรุงการให้บริการด้านตัวรถ โดยจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง เพื่อให้มีการกำหนดอายุการใช้งานของรถโดยสารให้สามารถใช้งานได้ไม่เกิน 4 ปี จากเดิม 8 ปี ทั้งนี้ เพื่อให้มีการหมุนเวียนรถใหม่เข้าระบบ ทั้งในส่วนของ บขส. และรถร่วม บขส. ให้มากขึ้น เพื่อเป็นการดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถสาธารณะให้มากขึ้นด้วย ขณะที่ นางสุจินดา เชิดชัย หรือเจ๊เกียว นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมฯ นัดประชุมวันที่ 29 เมษายนนี้เรื่องน้ำมันแพง ซึ่งหลังจากนั้น จะมีการนำข้อเสนอไปยื่นต่อ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณาในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้เคยมีข้อเรียกร้องไปแล้ว ว่าจะขอขึ้นค่าโดยสารอีก 9 สตางค์ต่อกิโลเมตร เพื่อชดเชยค่าน้ำมัน ค่าอะไหล่ และค่าต้นทุนอื่นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก นาวาโทปริญญา รักวาทิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด และอุปนายกสมาคมเรือไทย กล่าวยอมรับว่า ต้นทุนน้ำมันของการเดินเรือ สูงขึ้น จากร้อยละ 32 มาแตะที่ระดับร้อยละ 50 แล้ว และในวันที่ 29 เม.ย.นี้ สมาคมฯ จะหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางในการเจรจากับคณะกรรมการกำกับเรือโดยสาร ของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีต่ อไป โดยที่ผ่านมา มีข้อตกลงกันว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน 3 บาท จะต้องอนุมัติให้ผุ้ประกอบการขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท โดยการปรับราคาครั้งที่ผ่านมา ได้ปรับไปเมื่อราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในช่วงราคา 29-31 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานกรรมการดำเนินการ สหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.) แกนนำสหกรณ์จะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในเวลา 14.00 น. เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม อนุมัติปรับขึ้นค่าโดยสาร ร้อยละ 10-15 ตามผลศึกษา ที่กรมการขนส่งทางบกร่วมกับตัวแทนผู้ประกอบการ ศึกษาไว้ โดยการปรับค่าโดยสารจะไม่ปรับขึ้นค่ามิเตอร์เริ่มต้น โดยคงราคาที่ 35 บาทไว้ แต่จะไปปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของอัตราเฉลี่ยตามระยะทาง “การปรับขึ้นค่าโดยสาร ตามผลการศึกษานี้ จะมีการเฉลี่ยนการปรับราคาตามกิโลเมตร แต่จะคงค่ามิเตอร์เริ่มต้น เช่น ผู้โดยสารรายใด ที่เคยขึ้นรถแท็กซี่ และเสียค่ารถรวมมิเตอร์เริ่มต้น 35 บาท รวมค่าโดยสาร 100 บาท ก็จะเสียค่าโดยสารรวมหลังการปรับ เป็น 110-115 บาท” นายวิฑูรย์ กล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการแท็กซี่ ก็ไม่ได้กดดันให้รัฐอนุมัติให้ปรับราคาค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว และปัจจัยเรื่องปรับค่าโดยสาร สามารถพิจารณาเป็นทางออกสุดท้ายได้ หากภาครัฐมีมาตรการอื่น ๆ ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อน
|