|
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะสรุปฐานข้อมูลจัดทำต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย เสนอที่ประชุมคณะกรรมการ สศช. เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการคำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศประจำปี 2550 ที่จะประกาศในเดือนสิงหาคม นี้ ภายในเดือนกรกฎาคม 2551 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะสรุปฐานข้อมูลจัดทำต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย เสนอที่ประชุมคณะกรรมการ สศช. เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการคำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศประจำปี 2550 ที่จะประกาศในเดือนสิงหาคม นี้ ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่าฐานข้อมูลใหม่ที่สศช. จะนำไปคำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศแตกต่างจากอันเก่าอย่างไร...?
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่มีผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล เป็นผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศโลจิสติกส์ ในฐานะผู้ศึกษาฐานข้อมูลต้นทุนโลจิสติกส์ใหม่ ได้แบ่งผลการศึกษาออกเป็น 3 ส่วนคือ
1.กำหนดหมวดหมู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่เหมาะสมกับประเทศไทย 2.สถานภาพและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมโลจิสิตกส์ของประเทศไทย 3.ผลการวิเคราะห์ การประเมินต้นทุน และมูลค่าเพิ่มต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศไทย ส่วนที่ 1 การจำแนกหมวดอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ปรากฏว่า ไทยมีอยู่ 17 สาขาย่อย ซึ่งถือว่าไม่ครอบคลุมมากเท่าที่ควร ซึ่งฐานข้อมูลใหม่จะมีกว่า 30 สาขาย่อย ใกล้เคียงกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนีมี 30 สาขาย่อย ญี่ปุ่น มี 33 สาขาย่อย สหรัฐฯมี 35 สาขาย่อย สิงคโปร์มี 48 สาขาย่อย เป็นต้น
ถ้าจะเปรียบการจำแนกหมวดหมู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ระหว่างไทยกับอังกฤษ หมวดที่มีความเหมาะสมกับอุตสาหกรรมของไทย ได้แก่ การขนส่งผู้โดยสารทางราง การขนส่งสินคาทางราง การขนส่งผู้โดยสารทางทะเลและชายฝั่ง การขนส่งสินค้าทางทะเลและชายฝั่ง การขนส่งผุ้โดยสารทางลำน้ำ และการขนส่งสินค้าทางลำน้ำ ประเทศเยอรมนีมีหมวดที่มีความเหมะสมกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยคือ การขนส่งผุ้โดยสารทางลำน้ำ การขนส่งสินค้าทางลำน้ำโดยบริษัทขนส่ง Operation of refrigerated warehouses, Freight forwarding และ Logistics services n.e.c. ประเทศญี่ปุ่น หมวดที่มีความเหมาะสมกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย เช่น การขนส่งผู้โดยสรทางทะเลและทะเลชายฝั่ง การขนส่งสินค้าทางทะเลและทะเลชายฝั่ง ห้องเย็น และ Forwarding agency ประเทศสิงคโปร์ มีหมวดหมู่ที่มีความเหมาะสมกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย เช่น ห้องเย็น, Value added logistics providers ประโยชน์ของการจำแนกหมวดหมู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์รูปแบบใหม่ จะทำให้สามารถมองภาพรวมการขนส่งของไทยได้อย่างเป็นระบบและชัดเจนขึ้น ช่วยให้สามารถประเมินแนวโน้มได้มากขึ้น ช่วยให้การจัดทำ GDP ของอุตสาหกรรมโลจิสติกสให้มีความถูกต้อง แม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายวางแผนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ช่วยด้านบริหารและวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์และการเก็บข้อมูลทงสติติได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญทำให้สามารถดำเนินการพัฒนาส่งเสริมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในแต่ละหมวดหมู่ได้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น
2.สถานภาพและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ประเทศไทย พบว่า เมื่อแยกตามสัดส่วนรายได้ต่อปีจะมีบริษัทขนาดเล็ก กลาง โดยเฉลี่ยขนาดกลาง 20-50 ล้านบาทจะมีมากที่สุด ส่วนการแยกตามสัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทยหรือต่างชาติพบว่า ขนส่งทางบกมีคนไทยเกือบทั้งหมด ต่างชาติถืออยู่นิดเดียว ส่วนกลุ่มที่ต่างชาติถือมากสุดคือ ทางอากาศถืออยู่เกือบ 40% และ Freight Forwarder ถืออยู่ประมาณ 10% แต่จำแนกตามจำนวนพนักงานบริษัทพบว่า ขนส่งทุกกลุ่มส่วนใหญ่มีบริษัทที่มีพนักงานกกว่า 50 คนมากที่สุด สำหรับผู้ประกอบการเป็นที่รู้จักในทุกกลุ่มขนส่งไม่จะเป็นขนส่งทางบก น้ำ อากาศ คลังสินค้า และชิปปิ้ง ปรากฏว่า NYK และ DHL รู้จักมากสุด ส่วน MAERSK, KLINE, APL และ NIPPON เป็นที่รู้จักอยู่ในสองกลุ่มขนส่ง สำหรับธุรกิจของคนไทยเป็นที่รู้จัก ได้แก่ SCG โลจิสติกส์ ,มนต์ทรานสปอร์ต, TG และ BFF
3.ผลการวิเคราะห์ การประเมินต้นทุนและมูลค่าเพิ่มต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศไทย หากเปรียบเทียบมูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมขนส่งปี 2548 กับ 2549 พบว่า ปี 2549 มีจำนวน 219,836 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.36% เมื่อเทียบจากปี 2548 ที่มีจำนวน 193,873 ล้านบาท มูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมผู้ให้บริการโลจิสติกส์บุคคลท่าม ปี 2549 มีจำนวน 13,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.97% เมื่อเทียบกับปี 2548 ที่มีจำนวน 13,294 ล้านบาท
มูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมบริการขนส่งพัสุด ปี 2549 มีจำนวน 749,099 ล้านบาท ลดลง 7.09% เมื่อเทียบกับปี 2548 ที่มีจำนวน 813,393 ล้านบาท มูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมผู้ให้บริการขนส่ง ปี 2549 มีจำนวน 22,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.08% เมื่อปั 2548 ที่มีจำนวน 31,409 ล้านบาท มูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมการบริหารคลังสินค้าสาธารณะ ปี 2549 มีจำนวน 3,179 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.21% เมื่อเทียบกับปี 2548 ที่มีจำนวน 2,189 ล้านบาท เมื่อรวมมูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย ปี 2548 คิดเป็น 3.26% ปี 2549 เพิ่มขึ้นเป็น 3.32% จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาสศช.ประกาศตัวเลขต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศปี 2548 อยู่ที่ 2548 อยู่ที่ 19.4% และปี 2549 อยู่ที่ 23.9% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ผิดเพี้ยนจากหลักการคำนวณ โดยในความเป็นจริงปี 2548 ต้นทุนโลจิสติกส์น่าจะอยู่ที่ 17.11% และปี 2549 น่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 17.61% เท่านั้น จึงน่าติดตามต้นทุนปี 2550 ที่สศช.จะประกาศออกมาในเดือนสิงหาคม นี้จะเป็นอยู่ที่ระดับเท่าใด |